นายแพทย์ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ข่าวสารในยุคสื่อสังคมออนไลน์ส่งผลให้เกิดกระแสความนิยมให้ติดตามกัน โดยบางครั้งหากเรารู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือปฏิบัติตนไม่ถูกต้อง อาจเกิดอันตรายกับร่างกายได้ ซึ่งกรณีการแชร์ความสวยงามของปรากฏการณ์พระอาทิตย์ทรงกลดขณะนี้ อาจต้องแลกมาด้วยปัญหาสุขภาพดวงตาถึงขั้นสูญเสียการมองเห็น เพราะโดยปกติเราไม่ควรมอง ดวงอาทิตย์โดยตรง เนื่องจากมีความสว่างจ้า มีคลื่นแสงรังสีอัลตราไวโอเลตและรังสีอินฟราเรด ที่เป็นอันตรายต่อดวงตา ตามธรรมชาติคลื่นแสงเหล่านี้สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานต่าง ๆ เช่น พลังงานความร้อน เหมือนที่เรารู้สึกร้อนเวลาที่ถูกแดด หรือที่เห็นชัดเจนได้มากคือเมื่อเรานำเลนส์นูนมารวมแสงจากพระอาทิตย์จนสามารถจุดไฟได้ในหลักการเช่นเดียวกับการรวมแสงด้วยเลนส์นูน ลูกตาเรามีการทำหน้าที่คล้ายเลนส์นูนคือ รวมแสงจากรอบ ๆ ตัว
ให้ไปตกบริเวณจอประสาทตา ซึ่งหากอยู่ในภาวะที่แสงจ้ามาก เช่น การจ้องมองพระอาทิตย์ คลื่นแสงเหล่านี้สามารถทำให้เกิดการอักเสบของกระจกตาและจอประสาทตาได้

แพทย์หญิงสุดาวดี สมบูรณ์ธนกิจ จักษุแพทย์โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) กล่าวเพิ่มเติมว่าอาการผิดปกติที่เกิดกับดวงตาหากจ้องมองดวงอาทิตย์โดยตรง ระยะแรกจะมีอาการแสบตาน้ำตาไหล หากเรายังฝืนจ้องพระอาทิตย์ต่อ จะทำให้ไม่สามารถโฟกัสภาพได้ชั่วคราวเกิดเป็นแสงสว่างติดตา หลังจากนั้นอีก 4-6 ชั่วโมง อาจจะมีอาการกระจกตาอักเสบ มีอาการแสบเคืองตามาก น้ำตาไหล ตาแดง สู้แสงไม่ได้ ซึ่งอาการดังกล่าวสามารถรักษาได้ แต่ในบางรายที่ได้รับแสงนานเกินไปจะทำให้เกิดการอักเสบของจอประสาทตา โดยอาการมักแสดงหลังจากรับแสงไปแล้ว 1-4 ชั่วโมง คือ โฟกัสภาพไม่ได้ ซึ่งอาการตามัวมักจะกลับมามองเห็นชัดใกล้เคียงปกติภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ แต่บางรายที่จอประสาทตาถูกทำลายมากจะทำให้สูญเสียการรับภาพตรงกลางอย่างถาวรได้

สำหรับวิธีมองพระอาทิตย์ทรงกลดอย่างปลอดภัย คือ หลีกเลี่ยงการมองด้วยตาเปล่าโดยตรง หากต้องการดูในช่วงที่มีการทรงกลด ควรโดยใช้แผ่นกรองแสง (Filter) ที่ใช้ดูสุริยุปราคา ซึ่งมีขายตามร้านอุปกรณ์ดาราศาสตร์ แผ่นกรองแสงมัยลาร์ (Mylar) ฟิล์มเอกซเรย์ที่ถูกแสงสว่างก่อนล้าง หรือแผ่นกระจกรมควันสีดำ อย่างไรก็ตามถึงแม้จะมีอุปกรณ์กรองแสงช่วยในการป้องกันแต่ไม่มีอะไรสามารถกรองแสงอาทิตย์จนไม่เป็นอันตรายได้ 100% ดังนั้นหากต้องการมองพระอาทิตย์ ควรมีอุปกรณ์ป้องกันและใช้เวลาดูให้สั้นที่สุด

เครดิต กรมการแพทย์