ทั้งนี้ในส่วนของการอนุรักษ์ต้นมะขาม ตามที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งได้เสด็จพระราชดำเนิน ทรงทอดพระเนตร ความคืบหน้าการก่อสร้างพระเมรุมาศในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 27 ก.พ. ที่ผ่านมา โดยก่อนเสด็จขึ้นรถยนต์พระที่นั่งเพื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับ ได้ทอดพระเนตรต้นมะขาม พร้อมกับพระราชทานคำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลต้นมะขามว่า"ต้องทำให้ประชาชนรู้ถึงคุณค่าของต้นมะขาม เพื่อที่จะได้มีจิตสำนึกและอนุรักษ์ไว้"

พล.ต.อ.เอกอัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในฐานะผู้รับผิดชอบพื้นที่ดังกล่าวกล่าวว่า กทม. ได้น้อมรับพระราชกระแสรับสั่ง ในการดูแลต้นไม้ในพื้นที่สนามหลวง ซึ่งได้กำชับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้ช่วยดูแลต้นมะขามทุกต้น เนื่องจากเป็นต้นมะขามที่มีอายุเก่าแก่และเป็นพันธุ์ที่หายาก ซึ่งควรอนุรักษ์ไว้ พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่ช่วยกันดูแล และทำความเข้าใจกับประชาชน ไม่ให้นำสิ่งปฏิกูลหรือน้ำร้อน น้ำเย็น มาราดบริเวณ โคนต้นมะขาม เพราะอาจจะทำให้ต้นมะขามตายได้ ส่วนต้นมะขามจำนวน 44 ต้น ที่จะต้องมีการเคลื่อนย้ายออกจากบริเวณสนามหลวง เพื่อเปิดพื้นที่ให้กรมศิลปากรได้ทำการก่อสร้างพระเมรุมาศ ซึ่งที่ผ่านมาทางกทม.ได้ร่วมกับสวนนงนุช จ.ชลบุรี ในการจัดทีมผู้เชี่ยวชาญการดูแลต้นไม้ เข้ามาทำการดูแลต้นมะขามและบำรุงรักษา โดยเพิ่มปุ๋ยและออกซิเจน ส่วนต้นมะขามที่จะดำเนินการย้ายออกจากพื้นที่ได้ทำการขุดล้อมและอนุบาลไว้ ก่อนที่จะมีการเคลื่อนย้ายไปดูแลยังจุดอื่น เมื่อเสร็จสิ้นพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว กทม.ก็จะนำต้นมะขามมาปลูกไว้ที่จุดเดิม ขณะเดียวกันที่ผ่านมาได้ปลูกต้นมะขามเพิ่มเติม 37 ต้นรอบพื้นที่สนามหลวง พร้อมยืนยันจะดำเนินการดูแลต้นมะขามทุกต้นในพื้นที่สนามหลวงอย่างดีที่สุด ตามที่พระองค์ทรงมีพระราชกระแสรับสั่ง และทรงห่วงใย.