การเล่นโมงครุ่ม เป็นการละเล่นที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า อีหลัดถัดทา ในเอกสารโบราณเรียกว่า หม่งครุ่ม โหม่งครุ่ม มงครุ่ม และที่เรียกว่าโมงครุ่ม สันนิษฐานว่าเรียกชื่อตามเสียงโหม่ง และเสียงกลองที่ดัง

การแต่งกายของผู้แสดงโมงครุ่มคือสวมชุดเข้มขาบ เป็นผ้าที่ทอควบกับทองแล่น (ทองคำที่แผ่เป็นเส้นบางๆแล้วนำมาแล่งรีดตัดเป็นริ้วๆ ตามยาว) สวมสนับเพลา คาดผ้าที่เอว สวมเทริด นักแสดงมือถือไม้กำพดข้างละอัน (ไม้กำพดมีลักษณะคล้ายตระบองขนาดสั้น ส่วนล่างทำเป็นด้ามสำหรับถือ)

การแสดงโมงครุ่ม แบ่งผู้แสดงออกเป็นกลุ่ม ๆ ละ ๔ คนกลุ่มหนึ่งมีกลองโมงครุ่ม ๑ ลูก ผู้แสดงยืนใกล้กับกลองข้างละ ๒ คน กลองโมงครุ่มเป็นกลองกลองขึ้นหนังสองหน้า มีรูปทรงอย่างเดียวกับกลองทัด วางบนฐานตั้งตรง กลาง ด้านหน้าที่ผู้เล่น ๑ คน ยืนตีโหม่งบอกท่าทางให้ผู้เล่นทำตาม ผู้ตีโหม่งตีให้สัญญาณ เมื่อผู้เล่นเข้าประจำที่แล้วคนตีจึงตีโหม่งพร้องร้องว่า “อีหลัดถัดทา” จากนั้นตีโหม่งอีก ๒ ทีเพื่อบอกท่าต่างๆ ผู้เล่นแสดงท่าทางยักเอวซ้าย ทีหนึ่งขวาทีหนึ่ง พร้อมร้องว่า “ถัดถัดท่า ถัดท่าท่าถัด” จนกว่าคนตีโหม่งตีให้สัญญาณเปลี่ยนท่า โดยผู้ตีโหม่งตีรัวสัญญาณผู้เล่นหยุดยืนอยู่กับที่ด้วยวิธีร้องบอกว่า “โมงครุ่ม” ตีโหม่ง ๒ ที เสียงดัง “มงๆ” ผู้แสดงใช้ไม่กำพดตีที่หน้ากลองซ้ายที ขวาที ให้ดัง “ครุ่ม ๆ” ผู้ตีโหม่งตีรัวสัญญาณให้ผู้แสดงหยุด แล้วบอกท่าใหม่ ท่าที่ใช้แสดงโมงครุ่งมีมีหลายท่า เช่น ท่าบัวตูม ท่าบัวบาน ท่ามังกรฟาดหาง ท่าพระจันทร์ทรงกลด ท่าเทพนม ท่าช้างประสานงา ท่าเมขลาล่อแก้ว ท่ารามสูรขว้างขวาน ท่าหนุมานถวายแหวน และท่าพระอินทร์เป่าสังข์

เครดิต สำนักบรรณสารสนเทศ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช