วันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 นายอติชาต อุณหเลขกะ นายอำเภอธาตุพนม จ.นครพนม เปิดเผยว่า ความคืบหน้าเกี่ยวกับการผลักดันให้องค์พระธาตุพนม สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ขึ้นเป็นมรดกโลก โดยในส่วนการประชุมหารือในพื้นที่ ทั้งหน่วยงานเกี่ยวข้อง และภาคประชาชน ได้มีการประชุมลงมติเห็นชอบกับการเสนอให้องค์พระธาตุพนมเป็นมรดกโลก ผ่านกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ที่ดูแลรับผิดชอบ ล่าสุดได้มีการประชุม เข้าวาระการประชุม คณะกรรมการอนุสัญญา ว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลก เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน2559 ที่สำนักนโยบายและแผน กระทรวงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีข้อสรุปเห็นชอบ ที่จะนำแผนการเสนอวัดพระธาตุพนมเป็นมรดกโลก เข้าให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา หลังจากนี้รอเพียงคณะรัฐมนตรี พิจารณาเห็นชอบ และจะมีการเสนอไปยัง ยูเนสโก้ โดยมีกำหนดการส่งเรื่องเสนอให้ ยูเนสโก้ ภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560 และใช้เวลาในการพิจารณาภายใน 1 ปี ก่อนประกาศขึ้นทะเบียนมรดกโลก

นายอติชาตกล่าวว่า ส่วนเนื้อหาสาระสำคัญหากวัดพระธาตุพนมขึ้นเป็นมรดกโลก จะถือเป็นการเผยแพร่พระพุทธศาสนา รวมถึงโบราณสถาน ที่สำคัญของชาวพุทธ ถือเป็นวัดศักดิ์สิทธิ์สำคัญที่มีคุณค่าเหมาะแก่การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เพราะมีคุณสมบัติครบถ้วน และในอนาคตเชื่อว่า วัดพระธาตุพนมจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ยึดเหนี่ยวจิตใจชาวพุทธ ทั่วโลก ส่วนเรื่องวัฒนธรรมประเพณี รวมถึงทรัพย์สมบัติ ภายในวัดในการดูแลยังคงเป็นเรื่องของคณะกรรมการวัด รวมถึงผู้มีอำนาจในการดูแล แต่สิ่งที่เราได้เพิ่มขึ้นมาหากเป็นมรดกโลก คือ เรื่องของคุณค่าความสำคัญที่จะส่งผลต่องบประมาณในการพัฒนา

อย่างไรก็ตาม นายอติชาตกล่าวว่า ในช่วงนี้สิ่งสำคัญ ทางอำเภอธาตุพนม รวมถึงหน่วยงานเกี่ยวข้อง จะได้เร่งประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจในการเตรียมพร้อม การเป็นเจ้าบ้านที่ดี รองรับประชาชน นักท่องเที่ยว ซึ่งมีระยะเวลาประมาณ 1 ปี รอยูเนสโก้พิจารณา เชื่อมั่นว่าจะได้รับการพิจารณาอย่างแน่นอน ส่วนผลกระทบยืนยันว่าไม่มีปัญหา จะเกิดผลดีต่อภาคเศรษฐกิจการค้า การท่องเที่ยว มากขึ้น สำหรับพื้นที่ขอบเขตที่มีการประชุมสรุป ที่จะเสนอขึ้นทะเบียนมรดกโลก คือ พื้นที่บริเวณองค์พระธาตุพนม รวมถึงบริเวณหน้าวัดพระธาตุพนม ทั้งหมด เนื้อที่ประมาณ 125 ไร่

นอกจากนี้ องค์พระธาตุพนม มีความสำคัญเพราะเป็น พระธาตุศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง อายุเก่าแก่กว่า 2,000 ปี ภายในบรรจุพระอุรังคธาตุ หรือกระดูกส่วนหน้าอกของพระพุทธเจ้า ที่มีหลักฐานยืนยันชัดเจน และยังมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ เป็นวัดที่ในหลวงรัชกาลที่ 5 เคยเสด็จมาถึง 5 ครั้ง ถือเป็นความภาคภูมิใจของชาว จ.นครพนม และในอนาคตหากได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก จะทำให้เป็นที่รู้จักทั่วโลก และยังเป็นองค์พระธาตุที่เป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า ทำให้ชาวพุทธทั้งโลก ให้ความสนใจอยากมากราบไหว้บูชา สอดคล้องกับการพัฒนาจังหวัดนครพนม ในฐานะเป็นเมืองชายแดนเขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่จะเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญของประเทศไทยในอนาคต ส่งผลดี ต่อภาคเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนตามมา

ขอบคุณข้อมูล มติชน